วงแหวนเว็บ

neizod's speculation

insufficient data for meaningful answer

Wicked: Part I

Thursday, December 5, 2024, 12:00 PM

เคยคิดว่าจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้เขียนซักที (มัวแต่ไปเขียนถึง Avenue Q กับ The Book of Mormon ถถถ)

หนังสือภาพป๊อปอัพ The Wonderful Wizard of Oz ซึ่งมักวาดภาพแม่มดเขียวให้เป็นตัวร้าย

Wicked นั้นเป็นละครเวทีปี 2003 ที่ตีความเพิ่มเติมจากนิยายสุดคลาสสิกของชาวอเมริกัน The Wonderful Wizard of Oz ที่ถูกเขียนมานานเกินกว่าศตวรรษ โดยตัวนิยายต้นฉบับนั้นเล่าเรื่องของเด็กสาวนามว่า Dorothy ที่ถูกพายุหมุนพัดพาบ้านลอยไปยังดินแดนมหัศจรรย์ และได้พบกับเพื่อนร่วมทางอย่างสิงโตไร้ความกล้า หุ่นไล่กาไร้สมอง และหุ่นกระป๋องไร้หัวใจ โดยทั้งหมดต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือเดินตามถนนสีเหลืองมุ่งหน้าไปยังเมืองมรกต เพื่อขอให้พ่อมดผู้ยิ่งใหญ่มอบสิ่งที่พวกเขาตามหามาช่วยเติมเต็มชีวิต

เฉกเช่นเดียวกับนิยายเด็กโดยทั่วไป เมื่อมีตัวเอกก็ย่อมมีตัวร้าย และสำหรับเด็กน้อยไร้เดียงสาอย่าง Dorothy แล้ว แม่มดตัวเขียวก็คือศัตรูตัวฉกาจที่เธอต้องต่อสู้โค่นล้มลงให้จงได้

แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่รู้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแต่ขาวสุดดำสุด ย่อมตระหนักดีว่าสิ่งที่เราได้เห็นนั้นอาจเป็นเพียงแค่ด้านเดียวของความจริงทั้งหมด และ “ตัวร้าย” ที่เราคิดนั้นจริงๆ แล้วอาจเป็นเพียงคนที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีก็ได้

นี่คือจุดที่ละครเพลง Wicked เข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องในมุมมองของตัวละครแม่มดเขียวที่ใครก็ต่างหวาดกลัว ที่จะทำให้เราเห็นว่าจริงๆ แล้วเธอก็ไม่ได้อยากเป็นตัวร้ายซักเท่าไหร่หรอกนะ

ละครเพลงต้นฉบับนั้นทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งเพลงต่างๆ ที่ไพเราะติดหู การออกแบบตัวละครที่มีเอกลักษณ์ชวนหลงใหล ไปจนถึงฉากประกอบหน้าพ่อมดยักษ์สุดอลังการ (เสียดายว่าปีนั้น Avenue Q มาแรงแซงทางโค้งและคว้ารางวัล Tony ตัดหน้าไป ถถถ)

แต่ส่วนตัวแล้ว รู้สึกว่าบทละครเพลงต้นฉบับนั้นแอบเบาบางไปหน่อย เหมือนกับว่าคนแต่งแอบกล้าๆกลัวๆ ที่จะเล่นประเด็น “การเมือง/ความหลากหลาย” อย่างเต็มสูบ เลยต้องเอาประเด็นรักสามเส้าเข้ามาช่วยแบกละครด้วยอีกแรง ทั้งที่เคมีระหว่างนางเอกทั้งสองนั้นเข้ากันดีมาก มากเสียจนสงสัยเลยว่าทำไมไม่ทำเป็นละคร LGBTQ ไปเลยตั้งแต่แรก…

และนี่ทำให้เราชอบเวอร์ชันภาพยนตร์ที่เพิ่งออกเป็นพิเศษ เพราะในที่สุดประเด็นนี้ก็ดูจะชัดเจนเสียที (but well… shippers gonna ship)

ส่วนของโปรดักชันและเพลงนั้นทำออกมาได้ดีเหนือความคาดหมาย รู้ตัวอีกทีก็คือฮัมเพลงตามไปเรียบร้อยแล้ว แถมรอยต่อระหว่างความเป็นละครกับการร้องเพลงนั้นเรียบเนียนมาก เพลงที่แทรกเข้ามาไม่ได้ทำให้ความเป็นละครดูแปลกประหลาดแต่อย่างใด (ไม่เหมือนตอน Les Miserables ที่พอถึงท่อนร้องเพลงแล้วการแสดงประกอบจะแปลกๆ ไม่สมจริง ทหารเดินช้าๆ ยิงปืนช้าๆ แต่ก็ไม่ได้ช้าเข้าจังหวะจนกลายเป็นการเต้นประกอบเพลงไปเลย ไรงี้)

และจุดที่เด็ดสุดน่าจะเป็นแคสต์ Ariana Grande ที่เหมาะสมกับบทแม่มดขาวสุดดีดดิ้น (ถ้านับเรื่องจริตจะก้านนี้น่าจะเป็นรองแค่ Alli Mauzey หล่ะมั้ง) และในที่สุด Glinda ก็เต้นบัลเลต์เตะขาสูงในเพลง Popular ได้สำเร็จเสียที 555555

ถ้าจะมีส่วนที่ทำให้แอบเซ็งนิดหน่อย ก็คงจะเป็นเพลงใหม่ที่แต่งเพิ่มเข้ามา พร้อมกับนักแสดงรับเชิญ Idina Menzel และ Kristin Chenoweth สองออริจินัลบรอดเวย์แคสต์ คือไม่ใช่ว่าการได้เห็นสองคนนี้อีกครั้งแล้วจะไม่ดีใจนะ (จริงๆ คือเกือบกรี๊ดในโรงหนังด้วยซ้ำ) แต่ว่าการใส่ทั้งคู่เข้ามาแบบ cameo พร้อมเล่นมุกที่มีแต่คนดูที่คุ้นเคยกับละครเพลงต้นฉบับจะเข้าใจ แต่กลับปล่อยคนดูหน้าใหม่งงเป็นไก่ตาแตกนี่ก็ไม่ไหวมั้ง

ที่เหลือก็คงทำได้แต่รอ Part II ในปีหน้า ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับคนที่คุ้นเคยกับเวอร์ชันละครเวทีมาก่อนจะรู้สึกกันว่าองก์หลังมันสนุกไม่เท่าองก์แรก … ก็หวังว่าเวอร์ชันภาพยนตร์จะปิดจุดอ่อนนี้ได้สำเร็จนะ

Originally published on: Facebook

neizod

author