วงแหวนเว็บ

neizod's speculation

insufficient data for meaningful answer

ร้านอาหารไม่ติดป้ายราคา

Sunday, August 24, 2025, 05:18 PM

ประเด็นเรื่องกินข้าวเสร็จพอเรียกเก็บตังค์แล้วช็อคกับตัวเลขบนบิลได้วนกลับมาอีกรอบ… จากใจเลยนะ นี่ก็ปี 2025 แล้ว เรื่องแบบนี้มันจะหมดไปจากสังคมไทยได้หรือยัง?

คือเห็นข่าวแนวนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ครั้งที่ชัดเจนก็คือช่วงปีใหม่ 2007 ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติถึงขั้นโวยวายกับการตั้งราคาสองมาตรฐานระหว่างคนที่อ่านภาษาไทยออกกับไม่ออก (ซึ่งก็แน่นอนว่านี่มันแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะเหตุการณ์แนวนี้มันเกิดขึ้นบ่อยครั้งตั้งแต่ก่อนแล้วหล่ะ เพียงแค่ว่าไม่ได้เป็นข่าวดังทางสื่อหลักที่คนทั่วไปรับรู้ เป็นเพียงแค่เสียงกระซิบกระซาบที่เตือนกันปากต่อปากเท่านั้น) ไล่เรื่อยมาจนถึงปี 2022 กับร้าน “โกซ้ง ตนโบราณ” จากจังหวัดภูเก็ต1 หรือเคสของ “พี่คัลแลน” ที่ไปเที่ยวเกาะปันหยีในปี 20242

รอบนี้แปลกใจหน่อยที่ดราม่าไม่ได้มาจากร้านอาหารทะเลโดยตรง … แต่อาหารจานนั้นก็อาจนับได้ว่าเป็นอาหารทะเลอยู่ เพราะใช้วัตถุดิบหลักจากท้องทะเลเช่นเดียวกัน ซึ่งก็คือ ไข่เจียวปูเจ้ไฝ (ประตูผี, กรุงเทพมหานครฯ) เมนูเรือธงของร้านดังที่ได้รับการแนะนำจาก มิชลิน ไกด์ กันเลยทีเดียว โดยประเด็นดราม่าที่ออกมาคือ ราคาไข่เจียวในเมนูเขียนไว้ว่า 1500 บาท แต่พอคิดราคาจริงออกมากลับกลายเป็น 4000 บาท3 (เอ่อ ทำไมไม่คิดราคา 5000 บาทไปเลยเนอะ จะได้เป็นภาษาพูดที่มีสัมผัสคล้องจองจำได้ง่ายๆหน่อย “หน้าป้ายพันห้า-จ่ายจริงห้าพัน” ไรงี้ 555555555555)

ความน่าหงุดหงิดใจก็คือทุกครั้งที่มีข่าวแบบนี้เกิดขึ้น “ไม่มี” ครั้งไหนเลยที่จะไม่มีลูกหาบออกมาคอยแบกจนหลังแอ่น (จะเรียกว่าเป็น IO ด้านสังคมได้มั้ยนะ 55555) ตั้งแต่ชาวบ้านในท้องที่-นักท่องเที่ยวด้วยกันเอง-ดารานักแสดงคนมีชื่อเสียง-ไปจนถึงเชฟชื่อดังจากร้านข้างเคียง ที่คอยกล่าวโทษนักท่องเที่ยวว่าไม่ศึกษาราคามาก่อนบ้าง ปกป้องว่าราคานี้คือราคาปรกติทั่วไปของอาหารทะเลบ้าง อวยยศร้านอาหารว่าเค้าเปิดมาหลายชั่วอายุคนแล้วไม่มีทางโกงหรอกบ้าง

…ไม่โกง แต่ไม่โปร่งใส มันก็เหมือนกับโกงไปแล้วครึ่งตัวแล้วหรือเปล่านะ?

ก็ไม่น่าแปลกใจที่การศึกษาไทยทำไมถึงรั้งท้ายโลก เพราะแค่ประเด็นง่ายๆอย่างความ “ไม่ซื่อสัตย์โปร่งใส” ที่ร้านอาหารควรติดป้ายราคาให้ชัดเจน แจ้งราคาทุกครั้งตั้งแต่ตอนที่สั่งอาหาร และคิดราคาตามที่ได้ตกลงกันไว้แล้วนั้น เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่กองเลียร์เลือกจะมองข้าม แล้วไปโฟกัสกับประเด็นอื่นอย่างเช่นคุณภาพอาหารหรือรสชาติแทน

หรือเอาจริงๆแล้ว พวกเค้าเหล่านั้นที่ออกมาปกป้องพ่อครัวแม่ครัว อาจไม่ได้เป็นคน “โง่” เสียทีเดียว แต่ว่าเป็น “เหี้ยเห็นแก่ตัว” ที่มองภาพออกแค่ระยะสั้น ขอแค่ให้วันพรุ่งนี้ร้านอาหารที่ตนรักยังไม่โดนจับโดนปรับจนต้องปิดตัวลง โดยลืมไปว่าการออกมาวิจารณ์ตรงๆไม่ปกป้องในสิ่งที่ร้านอาหารทำผิดนั้น จะก่อให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงร้านให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีกในอนาคต

นี่ยังไม่พูดถึงกลไกการป้องกันตนเอง (defense mechanism) ของเหล่า “คนอวย” อีกนะ ตัวเองเคยเสียตังค์กินไปตั้งแพงแล้ว ถ้าออกมาโวยวายว่าไม่อร่อยก็ดูโง่สิ หรือจะให้มาด่าย้อนหลังตอนนี้ก็เสียหมาอีก // หรือจะเป็นพวก “คนรวย” ที่มองว่าอาหารจานนี้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย (luxury goods) สำหรับชนชั้นมีอันจะกินเท่านั้น พวกชนชั้นรากหญ้าอย่างเธอก็กินข้าวกล่องเซเว่นไปสิ จะมากินของหรูๆแพงๆเหมือนกันไม่ได้4


แต่วันนี้ไม่ได้อยากจะมาพูดเรื่องการปกป้องอย่างไม่ลืมหูลืมตาของเหล่ากองอวยแล้ว (พูดไปบัวใต้ตมก็ไม่ผุดขึ้นมาปริ่มน้ำได้หรอก) เพราะเรื่องที่ชวนให้น่าคิดเสียกว่าก็คือ ทำไมเรื่องแนวๆนี้ถึงยังเกิดขึ้นซ้ำๆไม่หมดไปซักที?

ขอเริ่มคิดแบบยกผลประโยชน์ให้กับจำเลยก่อนก็ได้ มองว่าทางร้านอาหารไม่ได้มีเจตนาโกงเลยแม้แต่ซักนิดเดียว จะเห็นว่า

  • กรณีโกซ้ง: ร้านเห็นว่ามากันเป็นสิบคน เลยทำอาหารจานใหญ่ให้เน้นๆไปเลย ส่วนที่ไม่แปะป้ายเขียนราคาทิ้งไว้ เพราะว่าวัตถุดิบอาหารทะเลนั้นราคาเปลี่ยนแปลงทุกวัน
  • กรณีเจ้ไฝ: ร้านเห็นว่า(หนึ่งในนั้น)เป็นลูกค้าประจำ VVIP แบบที่มองตาก็รู้ใจ เลยทำเมนูแบบ “พิเศษ” มาให้แม้ลูกค้าจะไม่ได้สั่ง เพราะยังไงทุกครั้งที่เค้ามาทานก็ทำเมนูพิเศษแบบนี้ให้อยู่แล้ว

พูดง่ายๆว่าพ่อครัวแม่ครัวเหล่านี้มองพวกเราเหล่าลูกค้าเป็น “เหมือนลูกเหมือนหลาน” ประหนึ่งเราเป็นเด็กข้างบ้านที่เค้าช่วยเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังไม่ตั้งไข่เดิน เลยคิดไปเองว่ารู้อกรู้ใจเราว่าต้องการอะไร (และคิดไปเองเช่นกันว่าพวกเราเหล่าลูกค้าก็รู้ใจเขาเช่นกัน) พ่อครัวแม่ครัวเลยคัดสรรเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เสมอแม้ว่าเราจะไม่ทันได้เอ่ยปาก แค่เราเดินไปถึงหน้าร้านก็ได้ยินเสียงถามลอยมาแล้วว่า “เหมือนเดิมใช่มั้ยลูก?”

และด้วยหลักคิดเช่นนี้ มันจึงกระจ่างชัดว่าหลายครั้งมันไม่ได้มีแค่เรื่อง “ปริมาณ/ราคา” แต่ยังรวมไปถึงเรื่องอื่นๆทั้งหมดที่สะท้อนออกมาผ่านการทำอาหารอีกด้วย อย่างเช่นเรื่องรสชาติที่เค็มเหมือนทำเกลือหกทั้งกระปุกแม้ว่าลูกค้าจะบอกแล้วว่าเป็นโรคไต หรือว่าเชฟที่ไม่ชอบทานหวานเลยปฏิเสธการใส่น้ำตาลจนรสชาติอาหารเพี้ยนจากต้นตำรับแหลกไม่ลง

ไอ้เรื่องรสชาตินี้ดูเผินๆคือลางเนื้อชอบลางยา บ่นไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา มันก็เลยไม่เป็นข่าวแบบเดียวกับราคาอาหารที่จับต้องได้แค่นั้นเอง … ถ้าจะมีอะไรประมาณนี้ที่เป็นข่าวชัดที่สุดก็คงเป็นเรื่องแพ้อาหารหล่ะมั้ง ที่ฝั่งลูกค้าย้ำนักย้ำหนาว่าเขาแพ้ถั่วปากอ้า/กลูเตน/เปลือกกุ้ง/ฯลฯ แต่พ่อครัวแม่ครัวก็ยังนำวัตถุดิบชนิดนั้นมาประกอบอาหารให้ ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดที่ไม่แยกเครื่องครัวสำหรับผู้แพ้อาหาร5 ความไม่เข้าใจว่า “แพ้กุ้ง” นั้นรวมไปถึง “กะปิ” ด้วย6 ไปจนถึงความจงใจที่ยังจะใช้วัตถุดิบนั้นอยู่ดีด้วยความเชื่อที่ว่า “สู้กับมันสิจะได้หายแพ้”

เอาแฟร์ๆ ถ้าเรานั้น “เติบโต” มากับร้านอาหารเหล่านี้จริงๆจนเพียงแค่มองตาก็รู้ใจ ได้พบพานกับพ่อครัวแม่ครัวทำอาหารออกมาถูกปากเราอยู่แล้วก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ และเราทุกคนก็ต่างมี “ร้านประจำ” แบบนี้อยู่ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวปากซอย ร้านข้าวต้มเที่ยงคืน ร้านกาแฟแสนสงบ ฯลฯ ที่บทสนทนาส่วนใหญ่ระหว่างเรากับเหล่าพ่อครัวแม่ครัวคือการสอบถามสารทุกข์สุขดิบ คุยเรื่องดินฟ้าอากาศสภาพเศรษฐกิจความเป็นอยู่ ไม่ใช่ว่าบทสนทนาทั้งหมดนั้นเกี่ยวกับอาหารจานที่กำลังจะสั่ง (อนึ่ง กว่าร้านอาหารเหล่านี้จะรู้ใจเราได้อย่างลึกซึ้ง ก็คงต้องผ่านการพูดคุยปรับสูตร “ป้าเมื่อวานเค็มไปนะ” “ลุงขอไข่ดาวกรอบๆหน่อย” แบบนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน)

แต่เราไม่สามารถทำแบบนี้ได้กับทุกร้านไง ยังไงซะเราก็ต้องออกไปกินข้าวนอกบ้านพบเจอกับร้านใหม่ๆเข้าซักวัน ไอ้การที่ร้านอาหารจะมาตีสนิทชิดเชื้อกับเราในทันทีเลยก็คงไม่ใช่ โลกเราปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆที่มีประชากรหลักร้อยที่ทุกคนรู้จักกันหมดอีกต่อไปแล้ว7 แต่ว่าเรากำลังอยู่บนโลกที่มีประชากรถึงแปดพันล้านคน (ไม่ต้องมองไปถึงระดับโลกก็ได้ เอาแค่ตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ก็มีผู้อยู่อาศัยจริงหลักล้านคนแล้ว) เราไม่สามารถเป็น “ลูกหลาน” ของลุงๆป้าๆแปลกหน้าจากต่างเมืองได้

การที่มนุษย์เรายังใช้สมองลิงในเรื่องเช่นนี้ พยายามตีสนิทชิดเชื้อสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าทุกคนจึงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งโดยเฉพาะกับร้านดังขนาดใหญ่ที่มีลูกค้าขวักไขว่เข้าออกเป็นร้อยคนต่อวัน

การที่พ่อครัวแม่ครัวจะมองเราในฐานะลูกค้าแปลกหน้าว่าเป็นเหมือนลูกหลาน แล้วจัดจานทำอาหารตามที่คิดว่าเราต้องการกินจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง อันที่จริงแล้ว พ่อครัวแม่ครัวควรถามเราทุกครั้งด้วยซ้ำว่าวันนี้เราต้องการกินแบบไหน แม้ว่าเราจะเป็นลูกค้าประจำก็ตาม ไม่ใช่ว่าคิดเองเออเองแล้วทำอาหารตามใจฉันมาให้เราทันทีเลย (เพราะบางวันเราก็ไม่ได้อยากกินเยอะ บางวันเจ็บฟันอยากกินอะไรอ่อนๆ บางวันพลังชีวิตร่อยหรอต้องการอะไรเผ็ดๆ ฯลฯ)

ในโลกที่ยิ่งใหญ่ซับซ้อนขึ้นอย่างมหาศาลเช่นนี้ เราไม่สามารถอยู่ในสังคมแบบใช้แนวคิดกลุ่มคนหมู่มาก (collectivism) ได้อีกต่อไปแล้ว แต่ควรให้ความสำคัญกับแนวคิดปัจเจกนิยม (individualism) เพิ่มขึ้นบ้าง ตระหนักว่าแต่ละคนนั้นแตกต่างกันและเคารพพื้นที่ส่วนตัวของคนรอบข้าง ไม่ควรคิดแทนคนอื่นหรือมองว่าทุกคนต้องชอบแบบเดียวกันไปเสียหมด

อันที่จริงแล้ว หากลองเทียบกับกรณีร้านอาหารในต่างประเทศ ที่ญี่ปุ่นนี่ขึ้นชื่อมากเรื่องกฎหมายที่บังคับให้แสดงราคาอย่างชัดเจนก่อนซื้อ (ส่วนใครที่บอกว่าไปกินโอมากาเสะก็ไม่เห็นบอกราคานี่โคตรมั่ว เค้าตั้งราคาตายตัวทิ้งไว้อยู่แล้ว แค่ไม่ได้บอกว่าวันนี้เราจะได้กินอะไร) หรือเยอรมันนี่ก็มีเพิ่มเติมเรื่องบังคับแสดงข้อมูลส่วนผสม/แพ้อาหารเพิ่มด้วยซ้ำ สำหรับประเทศเหล่านี้แล้ว ไม่ใช่ว่าใครๆที่ “ตกงาน/ไม่รู้จะทำอะไร” จะสามารถมาเปิดร้านอาหารได้ตามใจชอบ แต่ต้องเป็นคนที่สอบผ่านเรื่องสุขลักษณะความปลอดภัยในการทำอาหารเป็นพื้นฐานก่อนด้วย

… ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นที่ต่างประเทศ ร้านอาหารที่ทำแบบนี้คงโดนปรับโดนจับจนต้องปิดกิจการกันไปเลยหล่ะมั้ง (อย่าว่าแต่โดนถอนมิชลินสตาร์เลย นิสัยแจ๊ะแบบนี้)

ส่วนประเทศสารขันไทยแลนด์แดนสไมล์ mai-pen-rai หน่ะเหรอ? สคบ.กับกรมการค้าภายในก็ลงโทษจัดหนักจัดเต็ม สั่งปรับร้านเจ้ไฝในข้อหาไม่แจ้งราคาให้ชัดเจนเป็นจำนวนเงิน 2000 บาท8

ขออนุญาตยืมรูปมีมที่คนในเน็ตทำไว้ ถึงตัวมีมจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักที่เราเขียน เพราะว่ามีมนี้เน้นวิจารณ์เหล่ากองเชียร์ก็ตาม แต่ว่าพอเห็นมีมนี้แล้วก็ทำให้หัวเราะได้ในรอบหลายวันเลยหว่ะ 5555555


มีคนเคยบอกว่า “อาหารที่อร่อยที่สุด คือ อาหารที่ทำด้วยความรัก”

เค้าคงลืมดอกจันตัวโตๆไว้ว่า “ความรัก” ที่ว่านั้นคือความรักที่อยากเห็นคนกินได้กินแบบที่ชอบแบบที่ต้องการ (ทั้งรสชาติและราคา) ไม่ใช่การยัดเยียดความรักในแบบที่คนทำอาหารคิดว่าโลกนี้ต้องได้กินอาหารในแบบที่คนทำชอบ

เพราะแบบหลังมันไม่ใช่ความรัก มันก็แค่ความเห็นแก่ตัวก็เท่านั้น

  1. โกซ้ง: ไม่แจ้งราคาอาหารต่อจาน ไทยรัฐออนไลน์ 

  2. พี่คัลแลน: ทัวร์+ร้านอาหารฟันหัวแบะ สนุก.คอม 

  3. เจ้ไฝ: อัพเกรดเมนูให้ลูกค้าเองโดยไม่ถาม ทวิตเตอร์ 

  4. เชฟต้นออกมาปกป้องเจ้ไฝ พันทิพ 

  5. ลูกค้าแจ้งว่าแพ้กุ้ง แต่ร้านก็ยังเสิร์ฟกุ้งปนมา ไทยพีบีเอส 

  6. แพ้กุ้ง = แพ้กะปิ กระปุก.คอม 

  7. ตัวเลขของดันบาร์ (Dunbar’s number) ทฤษฎีที่บอกว่า ด้วยข้อจำกัดของสมองมนุษย์เราแล้ว มนุษย์หนึ่งคนจะสามารถสร้างสัมพันธ์ฉันเพื่อนกับมนุษย์คนอื่นๆได้แค่ประมาณ 150 คนเท่านั้น 

  8. สั่งปรับเจ้ไฝจากการไม่ติดป้ายราคา ไทยพีบีเอส 

Originally published on: Facebook

neizod

author